คนของโลก จิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก กษัตริย์องค์ใหม่แห่งราชอาณาจักรภูฏาน ช่วง ที่สหรัฐอเมริกากำลังมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีและเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้ง ใหญ่ด้วยการเลือกคนผิวสีเป็นประธานาธิบดีครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ประเทศเล็กๆ ที่ตั้งอยู่อีกซีกหนึ่งของโลกมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เช่นกัน ทั้งนี้ พระราชาธิบดี จิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก พระชนมายุ 28 พรรษา ทรงเข้าพิธีราชาภิเษกเป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่องค์ที่ 5 แห่งราชอาณาจักรภูฏาน พิธีราชาภิเษกจัดขึ้นตามประเพณีโบราณผสมผสานกับพิธีกรรมทางพุทธศาสนา ที่พระราชวังทาชิโช ซอง ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานบริหารและอาราม ในกรุงทิมพู เมืองหลวงของภูฏาน การขึ้นครองราชย์ครั้งนี้ทำให้พระองค์ทรงกลายเป็นกษัตริย์ปกครองประเทศที่ อายุน้อยที่สุดในโลก พิธีราชาภิเษกเริ่มขึ้นโดยพระราชาธิบดี จิกมี ซิงเย วังชุก พระบิดาของพระองค์ พระชนมายุ 52 พรรษา ได้พระราชทานพระมหามงกุฎประดับตราประจำราชวงศ์แก่พระราชาธิบดี จิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก พร้อมพระราชทานพระอิสริยยศให้ว่า "ดรุก กยาลโป" หรือ "พญามังกร" ก่อนที่พระองค์จะทรงขึ้นประทับยังบัลลังก์สลักด้วยทองคำ จากนั้นทรงประกอบพิธีกรรมทางศาสนาพุทธตามลำดับ ท่ามกลางอาคันตุกะต่างชาติหลายร้อยคนและพสกนิกรชาวภูฏานจำนวนหนึ่งที่อยู่ใน ชุดแต่งกายประจำชาติเข้าร่วมพิธี ขณะเดียวกัน บรรยากาศการเฉลิมฉลองภายในกรุงทิมพูเป็นไปอย่างคึกคักเป็นเวลา 3 วัน 3 คืน ทั้งเมืองถูกตกแต่งประดับประดาไปด้วยป้ายผ้าสีสันต่างๆ มีการร้องรำทำเพลงของกลุ่มนักเต้นรำ การขึ้นครองราชย์ของพระองค์มีขึ้นหลังจากพระราชาธิบดี จิกมี ซิงเย วังชุก พระบิดา ทรงประกาศสละราชบัลลังก์เมื่อปี 2549 เพื่อปูทางสู่การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของราชอาณาจักรภูฏานจากระบอบ สมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข และทำให้ภูฏานกลายเป็นประเทศประชาธิปไตยน้องใหม่ในที่สุด โดยได้จัดการเลือกตั้งรัฐสภาครั้งแรกเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา พระราชาธิบดี จิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก ประสูติเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2523 เป็นพระโอรสองค์โตจากพระราชินีองค์ที่ 3 จากพระราชินี 4 พระองค์ ทั้งหมดเป็นพี่น้องกัน พระองค์มีพี่น้องอีก 2 พระองค์และลูกพี่ลูกน้องอีก 4 พระองค์จากต่างมารดา พระองค์ยังไม่อภิเษกสมรส หลังจบการศึกษาพื้นฐานในภูฏานพระองค์ทรงเสด็จไปศึกษาต่อในต่างประเทศโดย เริ่มแรกไปเรียนต่อในสหรัฐอเมริกาก่อนที่จะไปเรียนต่อในมหาวิทยาลัย อ๊อกซ์ฟอร์ดในประเทศอังกฤษ พระองค์เสด็จไปต่างประเทศบ่อยครั้งในฐานะเป็นตัวแทนของภูฏานและมีบทบาทสำคัญ ในองค์กรต่างประเทศเกี่ยวกับวัฒนาธรรม การศึกษา และเศรษฐกิจ พระราชาธิบดี จิกมี ซิงเย วังชุก พระบิดาของพระองค์ ทรงได้ประกาศสละพระราชสมบัติและแต่งตั้งให้พระองค์เป็นกษัตริย์องค์ใหม่ของ ภูฏานเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2549 ก่อนที่จะมีการประกอบพิธีราชาภิเษกเป็นกษัตริย์องค์ที่ 5 ของภูฏานในวันที่ 6 พฤศจิกายนที่ผ่านมา พระองค์เป็นผู้ที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษช่วงที่เสด็จมาร่วมพิธีครองราชย์ 60 ปีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อปี 2549 เป็นพระองค์ที่เด่นที่สุดในบรรดาพระบรมวงศานุวงศ์จากทั่วโลกที่เสด็จมาร่วม พิธีครั้งนั้น ซึ่งในตอนนั้นคนไทยเรียกพระองค์ว่า "เจ้าชายจิกมี" สื่อมวลชนไทยเสนอข่าวของพระองค์ต่อเนื่อง มีการตีพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับพระองค์หลายเล่ม มีการจำหน่ายพระฉายาลักษณ์ของพระองค์ทั่วประเทศ พระองค์ทรงเสด็จมาประเทศไทยอีกครั้งโดยเสด็จมาเปิดสวนภูฏานในงานพืชสวนโลก ที่เชียงใหม่ในปีเดียวกัน และในเวลาเดียวกันมหาวิทยาลัยรังสิต ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ให้แก่พระองค์ด้วย... @มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ วันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 29 ฉบับที่ 1474
จิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก กษัตริย์องค์ใหม่แห่งราชอาณาจักรภูฏาน
In มติชนสุดสัปดาห์ on 17 พฤศจิกายน 2008 at 7:20 amจบสิ้นเสียที ความธรรมดาอันเป็นปรกติสุขก็จะกลับมา
In เงาที่เดินนำหน้า on 17 พฤศจิกายน 2008 at 7:06 amจะโศรกเศร้าเกินพอดีอะไรนักหนา
ดวงตาเห็นธรรมถูกครอบงำด้วยธรรมอันมองไม่เห็น
อิทธิพลของกาลเวลานั้นยิ่งใหญ่นัก
คงต้องรอ เพื่อให้ถึงเวลานั้น ให้เสลาทำหน้าที่ของมันอีกครั้ง
@ … กาลเวลาฆ่าคนดีทุกทีมา แต่เวลาก็ทูนเทอดเชิดคนดี.
เป็น somebody ในความหมายของตนเอง
In เงาที่เดินนำหน้า on 17 พฤศจิกายน 2008 at 6:39 amบางคนอาจเป็น anybody ในสายตาของใครหลายๆคน
แต่มันก็น่าพอใจแล้ว มิใช่หรือ
หากใครคนนั้น เป็น somebody ในความพอใจ ในความหมายของตนเอง
@แด่เพื่อนผู้คว้าวันเวลาไว้ได้มากกว่าเรา